
การเสริมฟรุคโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ (FOS) ในอาหารไก่เนื้อภายใต้สภาวะเครียดโดยการเลี้ยงในที่หนาเเน่นและใช้วัสดุรองพื้นเก่าไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านประสิทธิภาพการเจริญเติบโต คุณภาพซาก และคุณภาพเนื้อ (p>0.05) อย่างไรก็ตาม การเสริม FOS ช่วยปรับปรุงสุขภาพของลำไส้โดยเพิ่มอัตราส่วนความสูงวิลลัสต่อความลึกของคริปท์ ทำให้จำนวนแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัสเพิ่มขึ้น และจำนวน Escherichia coli ลดลง นอกจากนี้ อัตราส่วนเฮเทอโรฟิลต่อลิมโฟไซต์ลดลง ซึ่งบ่งชี้ถึงระดับความเครียดที่ลดลง
การใช้ยาต้านจุลชีพส่งผลเสียเป็นอย่างมากโดยทำให้เชื้อทนทานต่อยาเเละตกค้างในเนื้อสัตว์ได้ ปัจจุบันผู้ส่งออกไก่ใช้น้อยลงหรือไม่ใช้พราะบาง ประเทศห้ามใช้ จึงได้มีการนำสารทีมีความปลอดภัยมาใช้ทดแทนยาต้านจุลชีพ พรีไบโอติก ได้เเก่ FOS เป็นหนึ่งในสารเสริมที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ดีที่มีประโยชน์ในลําไส้ ซึ่งช่วยปรับสภาพเเวดล้อมภายในลำไส้ให้ไก่มีสมรรถนะการเจริญเติบโต สัณฐานวิทยาของลำไส้ ภูมิคุ้ม รวมถึงคุณภาพเนื้อเเละซากให้ดีขึ้นได้"

คณะวิทยาศาสตร์
เป็นการนำวัสดุ“กราฟีนออกไซด์ควอนตัมดอท ที่สังเคราะห์จากวัสดุตั้งต้นกราฟีนออกไซด์ มาผลิตเป็นวัสดุรีดิวซ์กราฟีนออกไซด์ควอนตัมดอท โดยทำการผลิตได้จากเครื่องผลิต “ต้นแบบเครื่องผลิต รีดิวซ์กราฟีนออกไซด์ ควอนตัมดอท สำหรับอุตสาหกรรม” ที่พัฒนาขึ้นโดย สจล. มาพัฒนาต่อยอดเป็นนวัตกรรม "แบตเตอรี่กราฟีนควอนตัมดอท" สำหรับเชิงพานิชย์ เพื่อสนับสนุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและการกักเก็บพลังงาน

คณะวิศวกรรมศาสตร์
งานวิจัยนี้พัฒนา "ชุดสาธิตระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (BMS) อัจฉริยะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า" ในรูปแบบต้นแบบขนาดย่อส่วนที่สามารถตรวจวัดแรงดัน กระแส และอุณหภูมิของเซลล์แบตเตอรี่ พร้อมควบคุมกระบวนการ cell balancing และการประจุ-คายประจุอย่างแม่นยำ โดยมีแดชบอร์ดแสดงผลแบบ real-time และฝังโมเดล AI ประเภท LSTM และ GRU เพื่อคาดการณ์แรงดันและค่า SoC ของแบตเตอรี่ในสภาวะโหลดต่าง ๆ ชุดสาธิตนี้ออกแบบให้เหมาะสำหรับงานนิทรรศการและการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา อันเป็นการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการศึกษา การวิจัย และการพัฒนานวัตกรรมในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย

คณะเทคโนโลยีการเกษตร
สารสกัดเปลือกมังคุด (Garcinia mangostana Linn.) โดยใช้น้ำร้อน (MPE) ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีศักยภาพในการต่อต้านแบคทีเรียในลูกปลากะพงขาว (Lates calcarifer) ที่เลี้ยงในน้ำจืดซึ่งติดเชื้อ Aeromonas hydrophila การศึกษาในหลอดทดลองพบว่า MPE มีความเข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้ง (MIC) อยู่ที่ 25 ppm และความเข้มข้นต่ำสุดในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (MBC) อยู่ที่ 25 ppm สำหรับ In vivo ลูกปลากะพงขาวจะถูกแช่ใน MPE ความเข้มข้นต่างๆ กันที่ 0 ppm (ควบคุม), 20 ppm, 40 ppm และ 60 ppm ตามลำดับ เป็นเวลา 7 วันด้วย A. hydrophila ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่ากลุ่มที่ได้รับ MPE มีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม พารามิเตอร์ทางโลหิตวิทยาแสดงให้เห็นว่ากลุ่มที่ได้รับ MPE มีระดับเม็ดเลือดแดง (RBC), เม็ดเลือดขาว (WBC) และความเข้มข้นของฮีโมโกลบิน (Hb) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้ พารามิเตอร์คุณภาพน้ำไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นความเข้มข้นของแอมโมเนีย โดยที่ MPE ความเข้มข้นของแอมโมเนียที่ 60 ppm ถือเป็นระดับต่ำสุด ผลลัพธ์ทั้งหมดสามารถบ่งชี้ได้ว่า MPE สามารถปรับปรุงศักยภาพในการต่อต้านแบคทีเรียและศักยภาพในการเพาะเลี้ยงลูกปลากะพงได้