การศึกษานี้มุ่งเน้นการพัฒนาฟิล์มรับประทานได้ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากสมอไทย (Terminalia chebula Retz) เพื่อใช้ในการรักษาแผลในช่องปาก ฟิล์มชนิดนี้ถูกออกแบบให้ละลายได้ในช่องปากโดยไม่ต้องกลืนหรือเคี้ยว ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีแผลร้อนในหรืออาการอักเสบในช่องปาก สารสกัดจากสมอไทยมีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาหลายประการ เช่น ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต้านการอักเสบ
ฟิล์มรับประทานมักมีส่วนประกอบของสารต้านจุลินทรีย์หลากหลายชนิด รวมถึงกรดอินทรีย์ (Brink และคณะ, 2019) แบคทีเรียซิน (Ge และคณะ, 2017) น้ำมันหอมระเหย (Lee และคณะ, 2019; Evangelho และคณะ, 2019) และสารสกัด (Wai และคณะ, 2019) สารเหล่านี้จะถูกปล่อยออกมาในอาหารระหว่างการ จัดเก็บและช่วยเพิ่มความปลอดภัยของอาหาร สมอไทย (Terminalia chebula) ถูกนำมาใช้เป็นยาแผนโบราณเป็นเวลานาน มีการนำมาใช้กันอย่าง แพร่หลายใน การแพทย์พื้นบ้านและจัดอยู่ในตำรายาไทย ได้แก่ มหาพิกัดตรีผลา พิกัดตรีสมอ และพิกัดจตุ ผลาธิ มีสรรพคุณรักษาโรคต่างๆ เช่น ขับลม บิด ยาบำรุงตับ ย่อยอาหาร ยาแก้ท้องเสีย ยาแก้ปวด ยาถ่าย พยาธิ เป็นต้น ซึ่งพบสาร ออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญได้แก่ Arachidic acid Hebulanin Chebupentol Daucosterol Punicalagin Quercetin Sitosterol Tannin สารประกอบเหล่านี้มีสรรพคุณทางเภสัชวิทยา หลายประการ ยกตัวอย่างเช่น มีฤทธิ์ในการยับยั้งแบคทีเรีย ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา ฤทธิ์ต้านสารก่อมะเร็ง ฤทธิ์ต้าน อนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านเบาหวาน ฤทธิ์ต้านการอักเสบ และฤทธิ์ต้านเชื้อเอชไอวี (Bulbul และคณะ, 2022) สาเหตุของแผลร้อนในหรือแผลในปาก อาจเกิดจากการแพ้อาหาร หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ บาง รายเกิดจากการขาดสารอาหาร เช่น วิตามินบี 12 ขาดธาตุเหล็ก ขาดวิตามินซี นอกจากนี้ก็อาจเกิดจากโรค ลำไส้อักเสบ ความเครียด กัดโดนเยื่อบุปาก เคี้ยวของแข็ง แปรงฟันผิดวิธี รับประทานอาหารเผ็ดร้อน สูบบุหรี่ หรือฟันปลอมที่สวมไม่พอดี ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของโซเดียมลอรีลซัลเฟต ก็อาจทำให้เกิดแผลในปากได้ (สมตระกูล และคณะ, 2017) ซึ่งการใช้สารสกัดจากสมอไทยที่มีสรรพคุณมากมายเติมลงไปในแผ่นฟิล์มที่บริโภคได้ เป็นวิธีการรักษา แผลในปากแบบใหม่เพื่อเยียวยาแผลในปากและเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนที่ไม่ชอบใช้ยาทาแผล

วิทยาลัยนวัตกรรมการผลิตขั้นสูง
การเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เเละลดต้นทุน โดยกระดับคุณภาพการทำเกษตรกรรมในปัจจุบัน ซึ่งนวัตกรรมที่สำคัญในด้านนี้คือ แขนกลระบบราง ซึ่งถูกออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยใช้ระบบรางที่มีความแม่นยำและประสิทธิภาพสูง การใช้งานของแขนกลนี้ครอบคลุมหลายกระบวนการ เช่น การปลูกพืช การคัดเเยก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว รวมถึงการจัดการทรัพยากรต่างๆ โดยที่สามารถทำงานได้ต่อเนื่องและลดการใช้แรงงานมนุษย์ในงานที่ซ้ำๆเเละมีความเสี่ยงสูง ผลการศึกษาพบว่า การใช้แขนกลระบบรางในภาคการเกษตรสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุนการผลิต และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการใช้หุ่นยนต์ในกระบวนการเกษตรสามารถลดการปนเปื้อน ลดความเสี่ยงที่จะทำให้พืชเสียหาย ทำให้การเกษตรมีความยั่งยืนมากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มความแม่นยำในการดำเนินงานในพื้นที่จำกัดหรือฟาร์มที่มีการปลูกพืชหลากหลายชนิด จากผลการวิจัยนี้สามารถสรุปได้ว่า การนำเทคโนโลยีแขนกลระบบรางมาใช้ในเกษตรกรรมไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว แต่ยังเป็นการส่งเสริมการเกษตรที่ยั่งยืนและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรองรับความต้องการในอนาคตของในด้านการเกษตร

คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ
ผลงานออกแบบอาคารเชิงพาณิชย์ Community mall และ โฮมออฟฟิศ บนพื้ทที่กว่า 12 ไร่ ที่มีแนวความคิดที่ต้องการดึงผู้คนกลับมายังที่ดินที่ถูกทอดทิ้ง โดยผสานการสะท้อนวิถีชีวิตคนทำงาน เข้ากับการวางผังที่คำนึงถึงที่ว่างทางธรรมชาติได้อย่างน่าสนใจ เกิดบรรยากาศที่ที่กระตุ้นโมเดลทางธุรกิจ และพัฒนาที่ดินได้อย่างมีศักยภาพ

คณะเทคโนโลยีการเกษตร
สารสกัดเปลือกมังคุด (Garcinia mangostana Linn.) โดยใช้น้ำร้อน (MPE) ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีศักยภาพในการต่อต้านแบคทีเรียในลูกปลากะพงขาว (Lates calcarifer) ที่เลี้ยงในน้ำจืดซึ่งติดเชื้อ Aeromonas hydrophila การศึกษาในหลอดทดลองพบว่า MPE มีความเข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้ง (MIC) อยู่ที่ 25 ppm และความเข้มข้นต่ำสุดในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (MBC) อยู่ที่ 25 ppm สำหรับ In vivo ลูกปลากะพงขาวจะถูกแช่ใน MPE ความเข้มข้นต่างๆ กันที่ 0 ppm (ควบคุม), 20 ppm, 40 ppm และ 60 ppm ตามลำดับ เป็นเวลา 7 วันด้วย A. hydrophila ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่ากลุ่มที่ได้รับ MPE มีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม พารามิเตอร์ทางโลหิตวิทยาแสดงให้เห็นว่ากลุ่มที่ได้รับ MPE มีระดับเม็ดเลือดแดง (RBC), เม็ดเลือดขาว (WBC) และความเข้มข้นของฮีโมโกลบิน (Hb) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้ พารามิเตอร์คุณภาพน้ำไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นความเข้มข้นของแอมโมเนีย โดยที่ MPE ความเข้มข้นของแอมโมเนียที่ 60 ppm ถือเป็นระดับต่ำสุด ผลลัพธ์ทั้งหมดสามารถบ่งชี้ได้ว่า MPE สามารถปรับปรุงศักยภาพในการต่อต้านแบคทีเรียและศักยภาพในการเพาะเลี้ยงลูกปลากะพงได้