
งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาและทดสอบอุปกรณ์จำลองระบบผิวหนังบนชิป (Skin-on-a-Chip; SoC) โดยผสานเซลล์ผิวหนังและเซลล์บุผนังหลอดเลือดเข้ากับระบบของไหลจุลภาค (Microfluidics) เพื่อจำลองสภาวะแวดล้อมทางชีวภาพของผิวหนังมนุษย์อย่างใกล้เคียงความเป็นจริง อุปกรณ์นี้สามารถลดการใช้สัตว์ทดลอง ลดต้นทุนและเวลาในการวิจัย และเพิ่มความแม่นยำในการทดสอบสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรมและเครื่องสำอาง โครงการมีเป้าหมายพัฒนาต้นแบบในระดับ TRL 5 พร้อมยื่นขอสิทธิบัตร และพัฒนากระบวนการผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรม เพื่อต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ภายใน 2 ปี
อุตสาหกรรมเภสัชกรรมและเครื่องสำอางในปัจจุบันเผชิญกับความท้าทายด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้เวลาและทรัพยากรสูง โดยข้อมูลจากการทดลองในสัตว์หรือการเพาะเลี้ยงเซลล์แบบสองมิติมักไม่สะท้อนการตอบสนองของร่างกายมนุษย์อย่างแท้จริง เทคโนโลยีอวัยวะบนชิป (Organ-on-a-Chip) จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อจำลองสภาวะเนื้อเยื่อมนุษย์ในระดับไมโคร ช่วยลดการพึ่งพาการทดลองในสัตว์และเพิ่มความแม่นยำในการทดสอบ ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ โครงการจึงมีความสำคัญทั้งในมิติการพัฒนาองค์ความรู้ การสร้างนวัตกรรม และการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการแพทย์และเครื่องสำอางของไทยอย่างยั่งยืน

คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี
-

คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี
-

คณะวิทยาศาสตร์
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดเซนเซอร์วัดสนามแม่เหล็กแบบไร้สายภายใต้ชื่อ "K-Mag Tracer" เพื่อใช้เป็นนวัตกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาปฏิบัติการฟิสิกส์ โดยประยุกต์ใช้เซนเซอร์ฮอลล์แบบเชิงเส้น (Linear Hall Effect Sensor) ร่วมกับบอร์ดไมโครคอนโทรลเลอร์ ตัวอุปกรณ์ถูกออกแบบให้สามารถแสดงผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้สองช่องทาง ได้แก่ จอแสดงผล OLED บนตัวเครื่อง และผ่านเว็บเบราว์เซอร์บนอุปกรณ์พกพา พร้อมทั้งพัฒนาระบบบทเรียนออนไลน์เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยตนเองในหัวข้อปรากฏการณ์ทางแม่เหล็ก ผลการวิจัยพบว่า K-Mag Tracer มีขีดความสามารถในการวัดสนามแม่เหล็กในช่วง ±120 มิลลิเทสลา (mT) โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกรูปแบบการบันทึกข้อมูลได้ 2 ลักษณะ ได้แก่ การบันทึกตามเวลา (Time-based) และการบันทึกตามเหตุการณ์ (Event-based) เพื่อตอบโจทย์การทดลองที่หลากหลาย จากการทดสอบเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับเซนเซอร์มาตรฐานในท้องตลาดจำนวน 2 รุ่น พบว่า K-Mag Tracer ให้ค่าการวัดที่สอดคล้องกัน โดยมีความคลาดเคลื่อนน้อยกว่า 2 % ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ยอมรับได้สำหรับห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ นวัตกรรมนี้จึงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุกและอำนวยความสะดวกในการวิเคราะห์ข้อมูลทางฟิสิกส์ในยุคดิจิทัล