
ประเทศไทยผลิตกล้วยกว่า 1.2 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้เกิดของเสียทางการเกษตรจำนวนมาก โดยเฉพาะปลีกล้วยซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยใยอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระ แต่มักถูกทิ้งโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ งานวิจัยนี้จึงมุ่งพัฒนา "ขนมอบกรอบเสริมไฟเบอร์จากผงปลีกล้วย" เพื่อเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ โดยผลิตภัณฑ์ต้นแบบได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากเวที Conovative Award 2024 อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดด้านเนื้อสัมผัสหยาบ สีคล้ำ และรสฝาดตกค้าง การวิจัยครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการปรับปรุงกระบวนการเตรียมวัตถุดิบ (pretreatment) ด้วยวิธีทางกายภาพและเคมีที่ปลอดภัย รวมถึงเปรียบเทียบเทคนิคการทำแห้งแบบต่าง ๆ เพื่อคงคุณค่าทางโภชนาการและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพให้ได้สูงสุด อันจะนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพที่มีคุณภาพพร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้
ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตกล้วยรายใหญ่ โดยมีผลผลิตกล้วยมากกว่า 1.2 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้เกิดของเสียทางการเกษตรจำนวนมาก โดยเฉพาะปลีกล้วยซึ่งเป็นส่วนที่มักถูกทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์ ทั้งที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น โพลีฟีนอล, ฟลาโวนอยด์, แทนนิน (Kavya et al., 2023) ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันศักยภาพของปลีกล้วยในการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดคอเลสเตอรอล และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน (Singh et al., 2016) การใช้ประโยชน์จากปลีกล้วยมาแปรรูปเป็น "ผงปลีกล้วย (Banana blossom powder)" จึงเป็นแนวทางที่มีศักยภาพสูงในการลดของเสียทางการเกษตร เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพที่มีแนวโน้มการเติบโตของตลาดสูง ผู้วิจัยได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ “ขนมอบกรอบเสริมไฟเบอร์จากผงปลีกล้วย” ซึ่งเป็นขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพที่ใช้ผงปลีกล้วยเป็นหนึ่งในส่วนประกอบเพื่อเสริมใยอาหารและเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ ภายใต้แนวคิดด้านสุขภาพและความยั่งยืน โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านการวิเคราะห์คุณภาพเบื้องต้นในระดับห้องปฏิบัติการ และได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากเวทีการประกวด “นวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม” (Conovative Award 2024 ครั้งที่ 4) ซึ่งจัดโดยบริษัท ไทยโคโคนัท จำกัด (มหาชน) ถือเป็นการประกวดนวัตกรรมอาหารระดับประเทศที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ใช้ผงปลีกล้วยยังมีข้อจำกัดในด้านเนื้อสัมผัสที่หยาบ สีที่ค่อนข้างคล้ำ และรสชาติที่ยังมีความฝาดตกค้าง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในระดับอุตสาหกรรมหรือการจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความละเอียดอ่อนทั้งในด้านลักษณะทางกายภาพและรสสัมผัส นอกจากนี้ กระบวนการอบแห้งด้วยความร้อนสูงแบบดั้งเดิมยังอาจทำให้สารสำคัญในผงปลีกล้วยเสื่อมสภาพ ส่งผลต่อคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีอยู่ให้มีคุณภาพสมบูรณ์ยิ่งขึ้นและเพิ่มศักยภาพในการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ ผู้วิจัยจึงมีความประสงค์ขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบดังกล่าวให้มีคุณภาพและประโยชน์ต่อสุขภาพสูงสุด โดยจะมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมในกระบวนการเตรียมผงปลีกล้วยเพื่อแก้ไขข้อจำกัดที่พบในวัตถุดิบทั่วไป ได้แก่ เนื้อสัมผัสหยาบ สีคล้ำ และรสฝาดตกค้าง ผ่านการศึกษาวิธีการเตรียมวัตถุดิบ (pretreatment) ที่เหมาะสม ทั้งในเชิงกายภาพ เช่น การใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ และวิธีทางเคมีที่ปลอดภัย เพื่อช่วยลดรสฝาด คงสีธรรมชาติ และเพิ่มปริมาณสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Elaveniya & Jayamuthunagai, 2014; Jha et al., 2021; Sagar & Suresh Kumar, 2010) ตลอดจนการเปรียบเทียบเทคนิคการทำแห้ง เช่น การอบแห้งด้วยลมร้อน การทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง (freeze drying) และการอบแห้งด้วยไมโครเวฟ (microwave drying) เพื่อคัดเลือกวิธีที่สามารถคงคุณค่าทางโภชนาการและสารสำคัญทางชีวภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด (Senevirathna et al., 2024) ทั้งนี้จะมีการประเมินคุณภาพและคุณสมบัติเชิงสุขภาพของผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวที่ใช้ผงปลีกล้วยที่ได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน ซึ่งผลจากงานวิจัยนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการนำผงปลีกล้วยไปประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะในกลุ่มขนมขบเคี้ยวที่ต้องการความประณีตในด้านลักษณะทางกายภาพและประสาทสัมผัส

คณะวิทยาศาสตร์
ในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกิจกรรมของมนุษย์ส่งผลให้แนวปะการังทั่วโลกเผชิญกับภาวะเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว การตรวจสอบสุขภาพของปะการังจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล โครงการนี้มุ่งเน้นการพัฒนาแบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อจำแนกสุขภาพของปะการังออกเป็นสี่ประเภท ได้แก่ ปะการังแข็งแรง (Healthy), ปะการังฟอกขาว (Bleached), ปะการังซีด (Pale), และปะการังตาย (Dead) โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมเชิงลึก (Deep Learning) เป็นพื้นฐานในการฝึกสอนแบบจำแนกภาพ ในกระบวนการฝึกแบบจำลอง ได้มีการใช้เทคนิค Cross-Validation (k=5) เพื่อเพิ่มความแม่นยำ พร้อมทั้งบันทึกโมเดลที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดหลังการฝึกผลลัพธ์ของโครงการนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของแนวปะการัง และช่วยนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลในอนาคต

คณะเทคโนโลยีการเกษตร
โครงงานนี้นำเสนอวิธีการออกแบบและการจัดการพื้นที่เกษตร จังหวัดกาญจนบุรี พื้นที่กรณีศึกษาตั้งอยู่ที่ ตำบล วังด้ง อำเภอ เมืองกาญจนบุรี จังหวัด กาญจนบุรี พื้นที่ขนาดประมาณ 18 ไร่ เนื่องจากผู้ใช้งานมีความต้องการใช้ชีวิตเรียบง่ายในต่างจังหวัดกับบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติจึงออกแบบให้สอดคล้องกับแนวทางการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและยั่งยืน โดยมีการจัดสรรพื้นที่อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านการดำรงชีวิตและการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตร โซนปลูกผักและผลไม้ถูกวางแผนให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศและชนิดของพืช เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่โซนเลี้ยงสัตว์ได้รับการจัดวางให้เป็นสัดส่วนแนวทางนี้ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารและรายได้ แต่ยังเป็นรูปแบบของการใช้ชีวิตที่เกื้อกูลธรรมชาติ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับระบบนิเวศในระยะยาว มีการเก็บรายละเอียดของการวงตำแหน่งต่างๆเพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางลมและแสงของพื้นที่ รวมถึงการเขียนแบบที่ผ่านกระบวนการออกแบบและตรวจแบบอย่างสม่ำเสมอเพื่อผลลัพธ์ที่ดีต่อพื้นที่ใช้งาน

คณะอุตสาหกรรมอาหาร
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเทคนิคการห่อหุ้มร่วม (Co-encapsulation) ของวิตามินซีและโคเอนไซม์คิวเท็นภายในลิโปโซม เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและประสิทธิภาพการกักเก็บของสารสำคัญ รวมถึงศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการปลดปล่อยในสภาวะจำลองระบบทางเดินอาหาร โดยทำการเตรียมลิโปโซมด้วยวิธี High-Speed Homogenization Method และวิเคราะห์คุณสมบัติต่าง ๆ เช่น ขนาดอนุภาค ศักย์ไฟฟ้า การกักเก็บสารสำคัญ และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระผ่าน DPPH, ABTS และ FRAP assay ผลการศึกษาพบว่าการห่อหุ้มร่วมสามารถเพิ่มความเสถียรของวิตามินซีและโคเอนไซม์คิวเท็นได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการห่อหุ้มเดี่ยว โดยมีค่าประสิทธิภาพการกักเก็บสูง และสามารถรักษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดี นอกจากนี้ ลิโปโซมที่เตรียมขึ้นยังแสดงประสิทธิภาพการปลดปล่อยที่เหมาะสมในสภาวะจำลองระบบทางเดินอาหาร แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคนิค Co-encapsulation ในการเพิ่มประสิทธิภาพของสารอาหารเชิงหน้าที่ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพได้