KMITL Expo 2026 LogoKMITL 66th Anniversary Logo

การพัฒนานวัตกรรมการผลิตผงปลีกล้วยเพื่อประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ

การพัฒนานวัตกรรมการผลิตผงปลีกล้วยเพื่อประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ

รายละเอียด

ประเทศไทยผลิตกล้วยกว่า 1.2 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้เกิดของเสียทางการเกษตรจำนวนมาก โดยเฉพาะปลีกล้วยซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยใยอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระ แต่มักถูกทิ้งโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ งานวิจัยนี้จึงมุ่งพัฒนา "ขนมอบกรอบเสริมไฟเบอร์จากผงปลีกล้วย" เพื่อเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ โดยผลิตภัณฑ์ต้นแบบได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากเวที Conovative Award 2024 อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดด้านเนื้อสัมผัสหยาบ สีคล้ำ และรสฝาดตกค้าง การวิจัยครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการปรับปรุงกระบวนการเตรียมวัตถุดิบ (pretreatment) ด้วยวิธีทางกายภาพและเคมีที่ปลอดภัย รวมถึงเปรียบเทียบเทคนิคการทำแห้งแบบต่าง ๆ เพื่อคงคุณค่าทางโภชนาการและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพให้ได้สูงสุด อันจะนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพที่มีคุณภาพพร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้

วัตถุประสงค์

ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตกล้วยรายใหญ่ โดยมีผลผลิตกล้วยมากกว่า 1.2 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้เกิดของเสียทางการเกษตรจำนวนมาก โดยเฉพาะปลีกล้วยซึ่งเป็นส่วนที่มักถูกทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์ ทั้งที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น โพลีฟีนอล, ฟลาโวนอยด์, แทนนิน (Kavya et al., 2023) ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันศักยภาพของปลีกล้วยในการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดคอเลสเตอรอล และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน (Singh et al., 2016) การใช้ประโยชน์จากปลีกล้วยมาแปรรูปเป็น "ผงปลีกล้วย (Banana blossom powder)" จึงเป็นแนวทางที่มีศักยภาพสูงในการลดของเสียทางการเกษตร เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพที่มีแนวโน้มการเติบโตของตลาดสูง ผู้วิจัยได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ “ขนมอบกรอบเสริมไฟเบอร์จากผงปลีกล้วย” ซึ่งเป็นขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพที่ใช้ผงปลีกล้วยเป็นหนึ่งในส่วนประกอบเพื่อเสริมใยอาหารและเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ ภายใต้แนวคิดด้านสุขภาพและความยั่งยืน โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านการวิเคราะห์คุณภาพเบื้องต้นในระดับห้องปฏิบัติการ และได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากเวทีการประกวด “นวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม” (Conovative Award 2024 ครั้งที่ 4) ซึ่งจัดโดยบริษัท ไทยโคโคนัท จำกัด (มหาชน) ถือเป็นการประกวดนวัตกรรมอาหารระดับประเทศที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ใช้ผงปลีกล้วยยังมีข้อจำกัดในด้านเนื้อสัมผัสที่หยาบ สีที่ค่อนข้างคล้ำ และรสชาติที่ยังมีความฝาดตกค้าง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในระดับอุตสาหกรรมหรือการจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความละเอียดอ่อนทั้งในด้านลักษณะทางกายภาพและรสสัมผัส นอกจากนี้ กระบวนการอบแห้งด้วยความร้อนสูงแบบดั้งเดิมยังอาจทำให้สารสำคัญในผงปลีกล้วยเสื่อมสภาพ ส่งผลต่อคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีอยู่ให้มีคุณภาพสมบูรณ์ยิ่งขึ้นและเพิ่มศักยภาพในการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ ผู้วิจัยจึงมีความประสงค์ขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบดังกล่าวให้มีคุณภาพและประโยชน์ต่อสุขภาพสูงสุด โดยจะมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมในกระบวนการเตรียมผงปลีกล้วยเพื่อแก้ไขข้อจำกัดที่พบในวัตถุดิบทั่วไป ได้แก่ เนื้อสัมผัสหยาบ สีคล้ำ และรสฝาดตกค้าง ผ่านการศึกษาวิธีการเตรียมวัตถุดิบ (pretreatment) ที่เหมาะสม ทั้งในเชิงกายภาพ เช่น การใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ และวิธีทางเคมีที่ปลอดภัย เพื่อช่วยลดรสฝาด คงสีธรรมชาติ และเพิ่มปริมาณสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Elaveniya & Jayamuthunagai, 2014; Jha et al., 2021; Sagar & Suresh Kumar, 2010) ตลอดจนการเปรียบเทียบเทคนิคการทำแห้ง เช่น การอบแห้งด้วยลมร้อน การทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง (freeze drying) และการอบแห้งด้วยไมโครเวฟ (microwave drying) เพื่อคัดเลือกวิธีที่สามารถคงคุณค่าทางโภชนาการและสารสำคัญทางชีวภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด (Senevirathna et al., 2024) ทั้งนี้จะมีการประเมินคุณภาพและคุณสมบัติเชิงสุขภาพของผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวที่ใช้ผงปลีกล้วยที่ได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน ซึ่งผลจากงานวิจัยนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการนำผงปลีกล้วยไปประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะในกลุ่มขนมขบเคี้ยวที่ต้องการความประณีตในด้านลักษณะทางกายภาพและประสาทสัมผัส

นวัตกรรมอื่น ๆ

การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกะปิคลองด่านชุมชน 3 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

คณะเทคโนโลยีการเกษตร

การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกะปิคลองด่านชุมชน 3 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหาความต้องการในการออกแบบบรรจุภัณฑ์กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ฯ 2) เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ฯ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อรูปแบบบรรจุภัณฑ์ของสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกะปิคลองด่านชุมชน 3 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 9 คน ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ฯ นั้นขาดบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมแก่การเป็นของฝากและมีความต้องการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีลักษณะเหมาะสมแก่การเป็นของฝากโดยวัสดุที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์คือกระดาษ มีรูปแบบบรรจุภัณฑ์เป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าพร้อมหูจับสำหรับพกพา สามารถพับเก็บขนส่งสะดวก และซ้อนทับเพื่อเรียงเป็นชั้นได้มีความแข็งแรงทนทาน สีบรรจุภัณฑ์ที่ใช้คือสีน้ำตาลอ่อน ส่วนสีฉลากคือสีขาว มีรายละเอียดที่ระบุในฉลากดังนี้ สูตรทำน้ำพริกกะปิ ส่วนประกอบ วันผลิตและวันหมดอายุ ความเป็นมาของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ฯ QR Code เบอร์โทรศัพท์ เรื่องราวสั้น ๆ ชื่อกลุ่ม สถานที่ผลิต พร้อมทั้งใช้ภาพประกอบเป็นที่ตั้งของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ฯ และภาพเคยแดง ผลการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ฯ พบว่าการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้า ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นในตัวผลิตภัณฑ์ และความพึงพอใจต่อรูปแบบบรรจุภัณฑ์ของสมาชิกกลุ่ม ฯ พบว่าบรรจุภัณฑ์รูปแบบที่ 1 มีระดับความพึงพอใจมากที่สุด ( x ̅ = 4.57, S.D.= 0.22) โดยมีด้านสีได้ระดับความพึงพอใจมากที่สุด ( x ̅ = 4.74, S.D.= 0.06) รองลงมาคือด้านฉลากมีระดับความพึงพอใจมากที่สุด ( x ̅ = 4.69, S.D.= 0.10) น้อยที่สุดคือ ด้านคุณสมบัติระดับความพึงพอใจปานกลาง ( x ̅ = 3.83, S.D.=1.58) ตามลำดับ

การพัฒนาการ์ดเกมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรในเมือง

คณะเทคโนโลยีการเกษตร

การพัฒนาการ์ดเกมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรในเมือง

ในปัจจุบันการทำเกษตรในเมืองเป็นแนวทางที่ได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากสามารถช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง อย่างไรก็ตามยังมีกลุ่มคนที่ไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องของการทำเกษตรอยู่ด้วย จากการอาศัยอยู่ในพื้นที่เมืองหรือพื้นที่ที่จำกัดอาจจะทำให้คิดว่าการทำเกษตรนั้นเป็นเรื่องที่ไกลตัว การพัฒนาการ์ดเกมการทำเกษตรในเมืองนั้นจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรในเมือง ผ่านการเล่นเกมที่สนุกและน่าสนใจ

ระบบขับเคลื่อนต่อพ่วงอุปกรณ์ทางการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยี RFID

วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์

ระบบขับเคลื่อนต่อพ่วงอุปกรณ์ทางการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยี RFID

โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาระบบขับเคลื่อนต่อพ่วงอุปกรณ์การเกษตรโดยใช้เทคโนโลยี RFID พร้อมทั้งศึกษาประสิทธิภาพการเคลื่อนที่บนพื้นผิวที่แตกต่างกัน ได้แก่ พื้นปูนคอนกรีตและพื้นสนามหญ้า การทดลองมุ่งเน้นการตรวจสอบระยะการอ่านค่าแท็ก (Tag) ภายใต้ระดับกำลังส่ง 20 dBm, 23 dBm และ 26 dBm รวมถึงผลกระทบของมุมเสาอากาศต่อประสิทธิภาพการตรวจจับ นอกจากนี้ ระบบถูกทดสอบในเส้นทางตรง เลี้ยวซ้าย และเลี้ยวขวา ที่ระยะ 2 เมตร, 4 เมตร และ 6 เมตร ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนที่ในเส้นทางตรงบนพื้นปูนคอนกรีตที่ระยะ 4 เมตรให้ค่าความเร็วเฉลี่ยสูงสุดที่ 0.4736 m/s และมุมองศาเฉลี่ย 91.6° ขณะที่พื้นสนามหญ้าให้ค่าความเร็วเฉลี่ย 0.4483 m/s และมุมองศาเฉลี่ย 91.1° ในกรณีของเส้นทางเลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวา พบว่าการเคลื่อนที่บนพื้นปูนคอนกรีตมีค่าความเร็วเฉลี่ยสูงกว่าพื้นสนามหญ้า โดยเฉพาะที่ระยะ 4 เมตรซึ่งพบค่ามุมองศาที่แตกต่างกัน การศึกษานี้ช่วยให้เข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนที่ของรถขับเคลื่อนและเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในอนาคต